::: ช.พัน.112 ช.1 รอ. ยินดีต้อนรับทุกท่าน ด้วยความยินดียิ่ง :::



                                
                                                                                                    
                                                                    
•   พลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงมีพระนามเดิมว่าพระองค์เจ้าชายบุรฉัตรไชยากร ประสูติเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ.2424 เป็นพระราชโอรส องค์ที่ 35 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาวาด ( ในสกุล กัลยาณมิตร ) เมื่อยังทรงพระเยาว์ทรงศึกษาหนังสือไทย ที่โรงเรียนสวนกุหลาบตามแบบขัตติยราชประเพณีเช่นเดียวกับพระราชโอรสองค์อื่น ๆ

•   จากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตั้งพระทัยว่าบรรดาพระเจ้าลูกยาเธอทุกพระองค์ที่มีพระชันษาอันสมควรจะ ส่งไปศึกษาวิทยาการในประเทศยุโรป เพื่อให้กับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของประเทศต่อไป ต่อมาในปี พ.ศ.2437 เมื่อพระองค์เจ้าชายบุรฉัตรไชยากรมีพระชนม์ได้ 13 พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้เสด็จไปทรงศึกษาด้านโยธาธิการ ณ โรงเรียนแฮร์โรว์ (HARROW SCHOOL) และทรงศึกษาต่อวิชาวิศวกรรม (CIVIL ENGINEERING) จนจบหลักสูตรวิศวกรโยธาในปี พ.ศ.2444 และในเดือนตุลาคมในปีเดียวกันนั้นเองได้เสด็จเข้าศึกษาวิชาการช่างทหารบกต่อ ที่โรงเรียนวิศวกรรมทหาร ณ เมืองแชทแฮม (THE SCHOOL OF MILITARY AT CHATHAM) ซึ่งตามหลักสูตรวิชาการช่างทหารบกจะต้องศึกษาการสร้าง และการวางรางรถไฟ สะพาน ถนน การขุดคลอง และการสื่อสารทางวิทยุโทรเลขตลอดจนการก่อสร้างตึกอาคารสถานที่ต่างๆ เป็นต้น ระหว่างที่ทรงศึกษาได้รับคำชมเชยว่าทรงมีความกระตือรือร้น และยังขยันขันแข็งเอาใจใส่ต่อการเล่าเรียนอย่างสม่ำเสมอ ทรงมีโอกาสฝึกงานภาคสนามตลอดจนทรงเข้าร่วมซ้อมรบในนามกองพันทหารช่างอังกฤษ หลายครั้ง ได้ทรงเรียนรู้การนำวิทยุสื่อสารโทรเลข และโทรศัพท์มาใช้ในราชการสงคราม ตลอดจนการนำทหารช่างมาช่วยสร้างสะพานและการวางรางรถไฟ ทั้งในเวลาปกติ และในยามสงคราม นับว่าเป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งต่อพระองค์ ทำให้ทรงทราบถึงความยากลำบากในการทำงานตลอดจนวิธีการแก้ปัญหา และอุปสรรคเหล่านั้น ทรงเกิดความคิดที่จะนำความรู้ต่างๆ ที่ได้รับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะการจัดตั้งกองทหารช่างในแบบสมัยใหม่ที่ให้บริการทางด้านการสื่อสาร ที่สะดวกรวดเร็วควบคู่ไปกับงานโยธาด้วย อาจกล่าวได้ว่าทรงบรรลุผลสำเร็จในการศึกษาทางด้านทหารช่างที่เมืองแชทแฮม สมดังราชประสงค์ของพระราชประสงค์ของพระราชบิดา โดยทรงใช้เวลาศึกษา 2 ปี จึงเสด็จกลับกรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2448
                                                                                            
          •      เมื่อเสด็จกลับ ประเทศไทยแล้ว พระองค์ทรงรับราชการทหารเป็นนายพันตรี เหล่าทหารช่าง กรมยุทธนาธิการทหารบก ในขณะที่มีพระชนม์ได้ 24 พรรษา และทรงได้รับพระราชทานเลื่อนพระยศเป็นนายพันเอก เมื่อปี พ.ศ.2449 ในปี พ.ศ.2451 พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการให้จัดตั้งจเรทหารช่างขึ้น โดยพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พันเอก พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธิน ดำรงตำแหน่งจเรทหารช่าง พระองค์แรก ทรงดำรงตำแหน่งจเรทหารช่างเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.2468ตลอดระยะเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งนี้ ทรงฝึกฝนอบรมทางด้านวิชาการให้แก่เหล่าทหารช่างอย่างเต็มพระกำลัง ทรงปรับปรุงวิชาทหารช่าง ให้ทันสมัย และเจริญทัดเทียมประเทศตะวันตก ทรงวางระเบียบการช่างทหารให้เป็นรากฐานของเหล่า ทำให้กิจการของเหล่าทหารช่างเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พระองค์ทรงดำเนินการฝึกฝนอบรมวิชาทหารช่างสมัยใหม่ตามแบบทหารอังกฤษ ซึ่งเรียกว่า ROYALENGINEER คือ ฝึกให้สามรถสร้างสะพาน ถนน อาคาร ขุดอุโมงค์ และทำการก่อวินาศกรรมได้ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงรับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนวิชาทหารช่างแก่นักเรียนนาย ร้อยทหารบก ในสมัยนั้นได้ทรงแต่งตำราวิชาทหารช่างขึ้นเป็นภาษาไทย เล่มที่ 1 ว่าด้วย แบบสะพานทหาร และวิธีใช้ไม้ มีภาพประกอบอย่างสมบูรณ์ เล่มที่ 2 ว่าด้วย วิธีขุดบ่อระเบิด และวิธีใช้ดินระเบิด ร่วมทั้งการระเบิดรถไฟใช้สำหรับแนะนำทหารในกรมทหารช่าง และจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อให้ใช้เฉพาะเหล่าทหารช่าง เป็นการชั่วคราว
ทรงประกอบกิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญ
  • ในปี พ.ศ.2453 ได้มีนักบินสัญชาติเบลเยี่ยม ชื่อ นายวันเดล เบอร์น ได้มาแสดงการบินเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่สนามม้าปทุมวันมีพระราชวงค์ ข้าราชการ ตลอดจนชาวต่างประเทศและประชาชนไปชมอย่างเนืองแน่น นายพลตรีกรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธิน ได้แสดงให้เห็นว่าอะไรที่ฝรั่งทำได้คนไทยก็ทำได้โดยเสด็จขึ้นบินกับฝรั่งนับ เป็นคนไทยคนแรกที่ขึ้นเครื่องบินและในฐานะ จเรทหารช่าง ได้นำความกราบบังคมทูลให้ทรงเห็นความสำคัญของการบินอันจะเกิดแก่กองทับไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นชอบด้วย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คัดเลือกนายทหารส่งไปศึกษาการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส จนเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ.2456 นายทหารทั้ง3นาย ที่ส่งไปศึกษาการบิน ได้กลับมาประเทศไทย พร้อมด้วยเครื่องบินจำนวน 8 ลำ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งแผนการบินทหารบกขึ้น โดยให้อยู่ในบังคับบัญชาของ พลโทกรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธิน จเรทหารช่าง
                                            
  • ปี พ.ศ.2460 ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง ได้ทรงเปลี่ยนแปลงปรับปรุงด้านสัญญาณประแจกล และโทรคมนาคมของกรมรถไฟหลวงใหม่โดยเริ่มมีการใช้โทรศัพท์ทางไกล เครื่องตอบรับโทรศัพท์อัตโนมัติและเครื่องตราทางสะดวก แทนการขอทางด้วยเครื่องโทรเลข ทรงบุกเบิกพัฒนากิจการต่างๆของกรมรถไฟหลวง พร้อมทั้งเชื่อมเส้นทางรถไฟสายเหนือและสายใต้เข้าด้วยกัน ทรงสร้างทางรถไฟจากนครราชสีมา ไปถึงอุบลราชธานีสายตะวันออกจากฉะเชิงเทราถึงอรัญประเทศ ทรงจัด สร้างรถไฟพระที่นั่ง ในปี พ.ศ.2471ทรงสั่งซื้อรถจักรดีเซลมีกำลัง 180 แรงม้า ส่งผ่านกำลังด้วยการกล จำนวน 2 คัน เข้ามาใช้เป็นรุ่นแรกในประเทศไทย และเป็นรายแรกในทวีปเอเชีย และปรับปรุงกิจการของรถไฟ โดยทรงสร้างโรงแรมราชธานี ที่สถานีรถไฟกรุงเทพฯ โรงแรมรถไฟเชียงใหม่ โรงแรมรถไฟหัวหิน และโรงแรมวังพญาไท และต่อมาในเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2460 เมื่อประเทศไทยประกาศสงครามกับเยอรมันได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้วิศวกรไทย เข้าบริหารแทนนายช่างเยอรมันในการเจาะถ้ำขุนตานในทางสายเหนือที่ยังค้างอยู่ ภายใต้การควบคุมของจเรทหารช่าง และให้ทหารช่างทำการวางรางรถไฟต่อจากสถานีขุนตานจนถึงเชียงใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ.2462 ได้ทรงเริ่มการสำรวจขุดเจาะน้ำมันดิบ ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
  • พ.ศ.2468 นายพลเอก กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งจเรการช่างทหารบก และนายพันโท พระอร่ามรณชิต หัวหน้าแผนกที่ 2 กรมจเรการช่างทหารบก ได้ออกแบบเครื่องวิทยุโทรเลข โทรศัพท์ขึ้นใหม่ขนานนามว่า “ จ.ช.1 ” (จเรการช่าง 1 ) รับสั่งได้ไกลถึง 350 กม.เท่ากับเครื่องมาร์โคนี่ ซึ่งแรงที่สุดในสมัยนั้น แต่กินไฟน้อยกว่า น้ำหนักเบากว่า และราคาก็ถูกำกว่าหลายเท่าตัวและได้ทรงประทานความคิดนี้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ กระทรวงกลาโหม ต่อมาในปี พ.ศ.2469 ขณะทรงดำรงตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานกรรมการกำหนดคลื่นวิทยุ ได้ทรงวางหลักการควบคุมไปรษณีย์ให้ทันสมัย และขยายโครงการวิทยุให้กวางขวางเชื่อมการคมนาคมกับประเทศต่างๆ รวมทั้งการสื่อสารต่างๆ และการส่งข่าวทางหนังสือพิมพ์ และในปี พ.ศ.2470 ได้ทรงริเริ่มกิจการวิทยุกระจายเสียงขึ้นในประเทศไทย โดยทรงตั้งเครื่องส่งกระจายเสียงทดลองขนาดเล็กขึ้นในวังบ้านดอกไม้เพื่อค้น คว้าเป็นการส่วนพระองค์ให้ชื่อสถานี “ HS 1 PJ ” ซึ่งอักษร PJ มาจากคำว่า “ บุรฉัตรไชยากร ” ต่อมาได้ทรงตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงขึ้น โดยสั่งเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงคลื่นสั้นเข้ามาทดลองใช้ให้อยู่ในความควบ คุมของการช่างวิทยุกรมไปรษณีย์ ตั้งสถานีที่ตึกทำการไปรษณีย์โทรเลขปากคลองโอ่งอ่างตำบลราชบูรณะ ให้ชื่อสถานีว่า “ HS 4 PJ ” และต่อมาได้ประกอบเครื่องส่งเอง ขนาด 1 กิโลวัตต์ ใช้คลื่นขนาดกลางทำการทดสอบที่ตำบลศาลาแดง ใช้ชื่อสถานีว่า “ HS II PJ ” ปรากฏว่ารับฟังได้ดีทั่วทั้งราชอาณาจักรโดยใช้เครื่องรับชนิดหลอดอย่าง ปานกลาง
  • เเละเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2472 วันพระราชพิธีฉัตรมงคลได้ทรงเปิดการวิทยุกระจายเสียงเป็นการประจำปฐมฤกษ์ ได้ใช้ชื่อสถานีว่า “ สถานีวิทยุกรุงเทพฯ ที่พญาไท ” ตั้งสถานีอยู่ที่พระราชวังพญาไท ใช้เครื่องส่งฟิลลิปส์ กำลังส่ง 2.5 กิโลวัตต์โดยอัญเชิญพระแส พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จากพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยเข้าไมโครโฟนถ่ายทอดไปตามสายไปเข้าเครื่องส่ง แล้วกระจายเสียงสู่พสกนิกรได้รับฟังเป็นที่ปีติยินดีทั่วกัน นับเป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุในประเทศไทยด้วยกระแสพระราชดำรัส เปิดการส่งวิทยุกระจายเสียงเป็นครั้งแรก มีข้อความว่า “ การวิทยุกระจ่ายเสียงที่ได้เริ่มจัดขึ้น และทำการทดลองตลอดมานั้น ก็ด้วยความมุ่งหมายว่าจะส่งเสริมการศึกษาการค้าขายการบันเทิงแก่พ่อค้า ประชาชนเพื่อควบคุม การนี้เราให้แก้ไขพระราชบัญญัติที่ได้ประกาศใช้เมื่อเดือนกันยาที่แล้ว และบัดนี้ได้เครื่องส่งกระจ่ายเสียงอย่างดีเข้ามาตั้งที่สถานีวิทยุโทรเลข พญาไทเสร็จแล้ว เราจึงขอถือโอกาสสั่งให้เปิดใช้เป็นปฐมฤกษ์ตั้งแต่บัดนี้….”
                                         
  • ปี พ.ศ.2460 ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง ได้ทรงเปลี่ยนแปลงปรับปรุงด้านสัญญาณประแจกล และโทรคมนาคมของกรมรถไฟหลวงใหม่โดยเริ่มมีการใช้โทรศัพท์ทางไกล เครื่องตอบรับโทรศัพท์อัตโนมัติและเครื่องตราทางสะดวก แทนการขอทางด้วยเครื่องโทรเลข ทรงบุกเบิกพัฒนากิจการต่างๆของกรมรถไฟหลวง พร้อมทั้งเชื่อมเส้นทางรถไฟสายเหนือและสายใต้เข้าด้วยกัน ทรงสร้างทางรถไฟจากนครราชสีมา ไปถึงอุบลราชธานีสายตะวันออกจากฉะเชิงเทราถึงอรัญประเทศ ทรงจัด สร้างรถไฟพระที่นั่ง ในปี พ.ศ.2471ทรงสั่งซื้อรถจักรดีเซลมีกำลัง 180 แรงม้า ส่งผ่านกำลังด้วยการกล จำนวน 2 คัน เข้ามาใช้เป็นรุ่นแรกในประเทศไทย และเป็นรายแรกในทวีปเอเชีย และปรับปรุงกิจการของรถไฟ โดยทรงสร้างโรงแรมราชธานี ที่สถานีรถไฟกรุงเทพฯ โรงแรมรถไฟเชียงใหม่ โรงแรมรถไฟหัวหิน และโรงแรมวังพญาไท และต่อมาในเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2460 เมื่อประเทศไทยประกาศสงครามกับเยอรมันได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้วิศวกรไทย เข้าบริหารแทนนายช่างเยอรมันในการเจาะถ้ำขุนตานในทางสายเหนือที่ยังค้างอยู่ ภายใต้การควบคุมของจเรทหารช่าง และให้ทหารช่างทำการวางรางรถไฟต่อจากสถานีขุนตานจนถึงเชียงใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ.2462 ได้ทรงเริ่มการสำรวจขุดเจาะน้ำมันดิบ ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
  • พ.ศ.2468 นายพลเอก กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งจเรการช่างทหารบก และนายพันโท พระอร่ามรณชิต หัวหน้าแผนกที่ 2 กรมจเรการช่างทหารบก ได้ออกแบบเครื่องวิทยุโทรเลข โทรศัพท์ขึ้นใหม่ขนานนามว่า “ จ.ช.1 ” (จเรการชั่ง 1 ) รับสั่งได้ไกลถึง 350 กม.เท่ากับเครื่องมาร์โคนี่ ซึ่งแรงที่สุดในสมัยนั้น แต่กินไฟน้อยกว่า น้ำหนักเบากว่า และราคาก็ถูกำกว่าหลายเท่าตัวและได้ทรงประทานความคิดนี้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ กระทรวงกลาโหม ต่อมาในปี พ.ศ.2469 ขณะทรงดำรงตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานกรรมการกำหนดคลื่นวิทยุ ได้ทรงวางหลักการควบคุมไปรษณีย์ให้ทันสมัย และขยายโครงการวิทยุให้กวางขวางเชื่อมการคมนาคมกับประเทศต่างๆ รวมทั้งการสื่อสารต่างๆ และการส่งข่าวทางหนังสือพิมพ์ และในปี พ.ศ.2470 ได้ทรงริเริ่มกิจการวิทยุกระจายเสียงขึ้นในประเทศไทย โดยทรงตั้งเครื่องส่งกระจายเสียงทดลองขนาดเล็กขึ้นในวังบ้านดอกไม้เพื่อค้น คว้าเป็นการส่วนพระองค์ให้ชื่อสถานี “ HS 1 PJ ” ซึ่งอักษร PJ มาจากคำว่า “ บุรฉัตรไชยากร ” ต่อมาได้ทรงตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงขึ้น โดยสั่งเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงคลื่นสั้นเข้ามาทดลองใช้ให้อยู่ในความควบ คุมของการช่างวิทยุกรมไปรษณีย์ ตั้งสถานีที่ตึกทำการไปรษณีย์โทรเลขปากคลองโอ่งอ่างตำบลราชบูรณะ ให้ชื่อสถานีว่า “ HS 4 PJ ” และต่อมาได้ประกอบเครื่องส่งเอง ขนาด 1 กิโลวัตต์ ใช้คลื่นขนาดกลางทำการทดสอบที่ตำบลศาลาแดง ใช้ชื่อสถานีว่า “ HS II PJ ” ปรากฏว่ารับฟังได้ดีทั่วทั้งราชอาณาจักรโดยใช้เครื่องรับชนิดหลอดอย่าง ปานกลาง
  • และเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2472 วันพระราชพิธีฉัตรมงคลได้ทรงเปิดการวิทยุกระจายเสียงเป็นการประจำปฐมฤกษ์ ได้ใช้ชื่อสถานีว่า “ สถานีวิทยุกรุงเทพฯ ที่พญาไท ” ตั้งสถานีอยู่ที่พระราชวังพญาไท ใช้เครื่องส่งฟิลลิปส์ กำลังส่ง 2.5 กิโลวัตต์โดยอัญเชิญพระแส พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จากพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยเข้าไมโครโฟนถ่ายทอดไปตามสายไปเข้าเครื่องส่ง แล้วกระจายเสียงสู่พสกนิกรได้รับฟังเป็นที่ปีติยินดีทั่วกัน นับเป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุในประเทศไทยด้วยกระแสพระราชดำรัส เปิดการส่งวิทยุกระจายเสียงเป็นครั้งแรก มีข้อความว่า “ การวิทยุกระจ่ายเสียงที่ได้เริ่มจัดขึ้น และทำการทดลองตลอดมานั้น ก็ด้วยความมุ่งหมายว่าจะส่งเสริมการศึกษาการค้าขายการบันเทิงแก่พ่อค้า ประชาชนเพื่อควบคุม การนี้เราให้แก้ไขพระราชบัญญัติที่ได้ประกาศใช้เมื่อเดือนกันยาที่แล้ว และบัดนี้ได้เครื่องส่งกระจ่ายเสียงอย่างดีเข้ามาตั้งที่สถานีวิทยุโทรเลข พญาไทเสร็จแล้ว เราจึงขอถือโอกาสสั่งให้เปิดใช้เป็นปฐมฤกษ์ตั้งแต่บัดนี้….”
  • ในฐานะเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมได้ทรงประกาศให้เรือ ทุกลำที่อยู่ในน่านน้ำสยาม ใช้วิทยุติดต่อกับสถานีของกรมไปรษณีย์โทรเลขได้ และได้ทรงเริ่มเร่งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของไทยเพื่อส่งเป็นสินค้าออก อาทิ เช่น ข้าว,ยางพารา,มะพร้าวแห้ง และครั่ง ฯลฯ
  • พ.ศ.2471 ทรงอำนวยการสร้างสะพานลอยแห่งแรกของประเทศไทย คือ สะพานกษัตริย์ศึกข้ามทางรถไฟเพื่อความปลอดภัยของประชาชน และความสะดวกของการจราจร
  • เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2472 ได้ทรงเป็นประธานเปิดประมูลการสร้างสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ ซึ่งกระทำกัน ที่ประเทศอังกฤษต่อหน้าคณะกรรมการ ประกอบด้วยวิศวกรไทย 3 คน และวิศวกรต่างประเทศ 4 คน มีบริษัทเข้าร่วมประมูล 6 บริษัทด้วยกัน แล้วโทรเลขแจ้งผลการประมูลเข้ามาทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำเข้าที่ประชุมคณะอภิรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2472 ที่ประชุมมีความเห็นว่าควรตกลงให้บริษัทดอร์แมนลอง เป็นผู้ทำเพราะราคาต่ำที่สุด และฐานะของบริษัทก็ทัดเทียมกับบริษัทอื่น จึงทรงพระกรุณาโปดเกล้าฯ ให้โทรเลขไปทูลให้ พลเอก กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงทราบถึงมติของคณะอภิรัฐมนตรี เมื่อทรงทราบมติแล้ว จึงได้ทรงลงพระนามในสัญญาว่าจ้างกับบริษัทดอร์แมนลอง เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2472
                                      

การเศกสมรส

  • พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงพระ กรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าชาย บุรฉัตรไชยากร ทรงเศกสมรสกับพระองค์เจ้าหญิง ประภาว สิทธินฤมลในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงษ์ เมื่อ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2447

การสถาปณาพระราชอิสริยยศ

  • 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2449 ทรงพระกรุณาโปดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น กรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธิน
  • 11 พฤษภาคม พ.ศ.2459 เลื่อนพระราชอิสริยยศเป็น กรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน
  • 11 พฤษภาคม พ.ศ.2465 เลื่อนพระราชอิสริยยศเป็น กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน
  • 8 พฤษภาคม พ.ศ.2472 เลื่อนพระราชอิสริยยศเป็น กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน
                                                                                         

ดำรงพระยศทางทหาร

  • 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2445 ได้รับพระราชทานยศเป็น นายร้อยตรี เหล่าทหารช่าง
  • 10 ธันวาคม พ.ศ.2447 ได้รับพระราชทานเลื่อนพระยศเป็น นายพันตรี
  • 21 กันยายน พ.ศ.2449 ได้รับพระราชทานเลื่อนพระยศเป็น นายพันเอก
  • 11 พฤษภาคม พ.ศ.2451 ได้รับพระราชทานเลื่อนพระยศเป็น นายพลตรี
  • 11 เมษายน พ.ศ.2455 ได้รับพระราชทานเลื่อนพระยศเป็น นายพลโท
  • 11 เมษายน พ.ศ.2462 ได้รับพระราชทานเลื่อนพระยศเป็น นายพลเอก

ตำแหน่งทางทหาร

  • 21 กันยายน พ.ศ.2449 เมื่อได้ทรงดำรงพระยศ นายพันเอกทรงรับตำแหน่งเป็น จเรทหารช่าง
  • 11 พฤษภาคม พ.ศ.2451 เมื่อเลื่อนขึ้นดำรงพระยศเป็น นายพลตรี ทรงรับตำแหน่งเป็น ผู้บัญชาการ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เป็นราชองค์รักษ์พิเศษ และยัง ดำรงตำแหน่ง จเรทหารช่าง
  • 30 ธันวาคม พ.ศ.2453 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดระเบียบปกครองบังคับบัญชา กองทัพบกเสียใหม่โดย แบ่งออกเป็นภาค และโปรดให้นายพลตรีกรมหมื่นพระกำแพง เพชรอัครโยธินเป็นผู้รั้งตำแหน่งแม่ทัพกองทัพภาคที่ 1 และยังคงทรงดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และ รั้งตำแหน่ง จเรทหารช่างด้วย
  • 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2453 ตามคำสั่ง กรมทหารบกที่ 33/5880 ให้ พลตรี กรมหมื่น กำแพงเพชรอัคร โยธิน รั้งจเรทหารปืนใหญ่เพิ่มขึ้นอีกตำแหน่งหนึ่ง
  • 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2454 นายพลตรี กรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธินเป็นผู้รั้งตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 มาหนึ่งปี ราชการดำเนินเรียบร้อยดี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เป็น แม่ทัพกองทัพที่ 1 เลยทีเดียว และรั้งตำแหน่งจเรทหารช่างด้วย
  • 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2456 นายพลโทกรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธิน กราบถวายบังคมลาออกไปประเทศอียิปต์และยุโรป มีกำหนด 1 ปี เพื่อรักษาพระองค์ และ ทอดพระเนตรการทหารช่างของยุโรปซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงในชั้นสูงอย่างรวดเร็ว ทรงมีพระราชดำริว่า กองทัพบกไทยจะต้องกวดขัน ในแผนกทหารช่างให้ดียิ่งขึ้นไปอีกทรงโปรด เกล้า ฯ ให้นายพลโท กรมหมื่นกำแพงเพชรอัครโยธินทรงดำรงตำแหน่งจเรทหารช่าง แต่อย่างเดียว และให้เร่งรัด เรื่องของทหารช่างให้เร็วที่สุด
  • 5 ธันวาคม พ.ศ.2456 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นจเรทหารบก และ จเรทหารช่าง

ตำแหน่งทางพลเรือน

  • 22 กรกฎาคม พ.ศ.2459 รัฐบาลไทยประกาศสงครามโลกครั้งที่ 1 เข้าข้างฝ่าย สัมพันธมิตร ทำให้ ตำแหน่งเจ้ากรมรถไฟหลวงสายเหนือซึ่งเป็นชาวเยอรมันว่างลง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้นายพลโทกรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน จเรทหารช่าง รักษาการในตำแหน่งที่ว่างอีกตำแหน่งหนึ่ง
  • 5 มิถุนายน พ.ศ.2460 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมรถไฟสายเหนือและกรมรถไฟสายใต้ เข้าเป็นกรมเดียวกันเรียกชื่อว่า "กรมรถไฟหลวง" และโปรดเกล้า ฯให้ นาย พลโท กรมขุนกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้เป็นผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง
  • 1 มิถุนายน พ.ศ.2469 ทรงรั้งตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และคมนาคม
  • 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2469 ทรงเป็นประธานกรรมการกำหนดคลื่นวิทยุ
  • 5 มิถุนายน พ.ศ.2460 – 15 พฤษภาคม พ.ศ.2469 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายพลเอก กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน เป็น เสนาบดีกระทรงพาณิชย์และคมนาคม
  • 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2470 ทรงกราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง คงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และคมนาคม เพียงตำแหน่งเดียว และทรงเป็นนายกสภาเผยแพร่พาณิชย์ กับนายกสภาการจัดบำรุงท้องที่ชายทะเล
  • พ.ศ. 2474 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ นายพลเอก กรมพระกำแพงเพชร อัครโยธิน เป็นอภิรัฐมนตรี

บั้นปลายแห่งพระชนม์ชีพ

  • ในวันเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศ ไทย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 พระองค์ได้หลบหลีกจาก การเกาะกุมพระองค์ ไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชวังไกล กังวล หัวหิน โดยทางรถไฟหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วเสด็จในกรม พระกำแพงเพชรอัครโยธิน ได้เสด็จแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานพิธีต่างๆ อยู่เป็นเนืองนิตย์จนถึงปี พ.ศ. 2477 แล้วจึงได้ทรงพาครอบครัวเสด็จ ออกไปพำนักตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เมืองสิงคโปร์ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2478 ทรงได้รับเลือกตั้ง ให้ทรงเป็นผู้ว่าภาค (ก่อตั้ง) ของสโมสรโรตารี่สากล ภาคที่ 80 เสด็จในกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ได้เสด็จกลับมาเยือนเมืองไทยเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อเดือน สิงหาคม พ.ศ. 2479 ถึงแม้ว่าจะประชวรอยู่ ก็ยังห่วงใยทรงไต่ถามถึงความก้าวหน้า ของการคลังออมสินอยู่เสด็จในกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน สิ้นพระชนม์โดยปัจจุบัน ณ โรงพยาบาล ในเมืองสิงคโปร์ เมื่อ 14 กันยายน พ.ศ.2479 คำนวณชันษาได้ 54 ปี 7 เดือน 22 วัน พระองค์เจ้าชาย บุรฉัตรไชยากร มีพระนามเต็มว่า " นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ประชาธิบดินทรเจษฎาภาดา ปิยมหาราชวงศวิศิษฏ์ เอนกเนตรวิจิตรกรโกศลวิมลรัตนมหาโยธาธิบดี ราชรันธรีมโหฬาร พาณิชยการ คมนาคม อุดมรัตนตรัยสรณธาดา มัททวเมตตาชวาศรัย ฉัตรชัยดิลกบพิตร "     ทรงเป็นต้นราชตระกูล   " ฉัตรชัย "   ทรงมีพระโอรสพระธิดา รวม 11 พระองค์
    1. พระวรวงศ์เธอ   พระองค์เจ้าหญิง   มยุรฉัตร *
    2. พระวรวงศ์เธอ   พระองค์เจ้า   เปรมบุรฉัตร *
    3. หม่อมเจ้าหญิง   ฉัตรสุดา   ฉัตรไชย
    4. พระวรวงศ์เธอ   พระองค์เจ้าหญิง   วิมลฉัตร *
    5. หม่อมเจ้าหญิง   กาณจนฉัตร   ฉัตรไชย
    6. หม่อมเจ้าหญิง   ภัทรลดา   ฉัตรไชย
    7. หม่อมเจ้าชาย    สุรฉัตร   ฉัตรไชย
    8. หม่อมเจ้าหญิง   เฟื่องฉัตร   ฉัตรไชย
    9. หม่อมเจ้าหญิง   หิรัญฉัตร   ฉัตรไชย
    10. หม่อมเจ้าชาย   ทิพยฉัตร   ฉัตรไชย
    11. หม่อมเจ้าหญิง  พิบูลฉัตร   ฉัตรไชย
      * พระโอรสและพระ ธิดา พระชายา
                                                                                                   
                                                                                                                                                                                                                                                                              /// อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ กช.///

>>> กลับหน้าหลัก <<<
 
:::: กองพันทหารช่างที่ 112 กรมทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์  ค่ายบุรฉัตร ต.เกาะพลับพลา อ.เมือง จ.ราชบุรี 70000 ::::
โทร.032 - 391037 ::  แฟกซ์ 032 - 391037
ติดต่อ webmaster ::  E-mail  chor112@hotmail.com โทร.ภายใน ทบ.52179 (ตอนยุทธการและการข่าวฯ)